
คุณเชื่อมั้ย? เราสามารถสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ยั่งยืนได้ สามารถพลิกเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เกษตรกรในหมู่บ้าน พ่อค้าแม่ขายรายย่อยมีรายได้ สามารถมีวัตถุดิบที่ดีไว้ปรุงเป็นกับข้าวให้เด็กๆ ได้ สามารถกู้ชีวิตให้สิ่งแวดล้อมได้ และสามารถเปลี่ยนประเทศได้ ด้วยการเริ่มต้นที่ ‘อาหารโรงเรียน’ กับนโยบายการจัดการอาหารให้เหมาะสมในแต่ละท้องถิ่น
ประเทศไทยมีงบประมาณอุดหนุนอาหารกลางวันเด็กปฐมวัยและประถมศึกษากว่า 28,000 ล้านบาทต่อปีต่อเด็กประมาณ 5.9 ล้านคน หากมีการจัดสรรงบประมาณนี้ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการจัดซื้อวัตถุดิบปลอดภัยจากผู้ผลิตท้องถิ่น นำมาทำเป็นเมนูอาหารกลางวันพื้นถิ่นของแต่ละจังหวัด เด็กสุขภาพดี เกษตรกรและผู้ผลิตในระดับท้องถิ่นมีรายได้ เศรษฐกิจชุมชนเกิดการหมุนเวียน เท่ากับว่า เราสามารถใช้อาหารโรงเรียนเป็นเครื่องมือ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงได้
ในปัจจุบัน มี 20 กว่าประเทศทั่วโลกได้นำแนวคิดดังกล่าว มาเป็นตัวการกำหนดเงื่อนไขอาหารกลางวันปลอดภัยของเด็กนักเรียนประถมศึกษา โดยจะต้องเป็นเมนูที่ทำมาจากผลผลิตเกษตรอินทรีย์จากเกษตรกรในพื้นที่ กระตุ้นให้เกิดการผลิตที่ยั่งยืน สู่การความเข้มแข็งของเศรษฐกิจท้องถิ่น ทั้งยังมีส่วนช่วยเพิ่มพื้นที่การเกษตรอินทรีย์ภายในประเทศให้เพิ่มมากขึ้น สิ่งแวดล้อมก็ดีขึ้น สุขภาพผู้คนก็แข็งแรงขึ้น ประเทศก็มีการพัฒนาและขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ดีได้อย่างยั่งยืน
ยกตัวอย่างประเทศเดนมาร์ก เดิมมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ประมาณ 7% ทางรัฐบาลเดนมาร์กได้วางแผนเพื่อให้เด็กๆ ในประเทศมีสุขภาพที่ดีและได้รับอาหารที่ปลอดภัย จึงเปลี่ยนระบบการผลิตอาหาร ด้วยนโยบายเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ให้เพิ่มขึ้นมากกว่า 10% แบ่งเป็นครั้งละ 5 ปีต่อเนื่อง
จากนั้นปรับเปลี่ยนเมนูอาหารโรงเรียนและอาหารโรงพยาบาลให้เป็นอาหารอินทรีย์อย่างน้อย 60% ต่อหนึ่งมื้อ ปัจจุบันพื้นที่เกษตรอินทรีย์ในประเทศเดนมาร์กเพิ่มขึ้นเป็น 14% และสามารถผลิตอาหารปลอดภัยให้กับเด็กๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

หมุนโลกกลับมาที่ประเทศไทย แนวคิดการจัดการอาหารโรงเรียน เพื่อสุขภาพเด็กและเพื่อเศรษฐกิจในท้องถิ่นได้เริ่มต้นขึ้น อย่าง โรงเรียนบ้านพร้าว อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ที่ได้ใช้วิธีส่งเสริมความรู้อาหารปลอดภัย สนับสนุนให้เด็กนักเรียนทุกช่วงวัยกินอาหารที่ใช้วัตถุดิบปลอดภัยจากท้องถิ่น
ไม่ว่าจะเป็นไข่ไก่ ผักพื้นบ้าน และอาหารทะเลสดๆ อาทิ เมนูแกงขี้เหล็ก แกงเลียง แกงหัวโหนด สำหรับเด็กมัธยมที่ไม่ได้มีโครงการอุดหนุนค่าอาหารกลางวัน จะมีการส่งเสริมการปลูกผักอินทรีย์ในโรงเรียน พร้อมทำข้อตกลงกับแม่ค้าให้รับซื้อวัตถุดิบที่นักเรียนสามารถปลูกได้ นำมาปรุงเป็นอาหารกลางวัน
จากระดับโรงเรียนสู่กลไกพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) อย่างที่โรงเรียนอนุบาลจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ กับโมเดล ‘ครัวกลาง’ เชื่อมโยงระบบผลิตอาหารอินทรีย์ เศรษฐกิจชุมชนและอาหารโรงเรียนเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานทุกภาคส่วนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์ โรงเรียน คุณครู รวมไปถึงสาธารณสุขอำเภอ มีการจัดสรรงบประมาณสำหรับการจัดการวัตถุดิบที่ปลอดภัย โดยเฉพาะผัก ผลไม้ และข้าว
นอกจากนี้ยังมีการร่วมกันวางแผนการผลิต ออกแบบเมนูอาหารกลางวันกับคุณครู โดยต้องวางแผนอย่างน้อยล่วงหน้า 1 เทอม เพื่อให้ได้เมนูจากวัตถุดิบอินทรีย์ที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการครบทั้ง 5 วันต่อสัปดาห์ และในฐานะที่เป็นโรงเรียนต้นแบบ จะต้องใช้วัตถุดิบอินทรีย์มาปรุงเป็นอาหารครบทั้ง 5 วันต่อสัปดาห์ ส่วนโรงเรียนอื่นๆ ในจังหวัดจะต้องได้รับอย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์

อาหารโรงเรียนที่ปลอดภัยจะเกิดขึ้นได้เมื่อเกษตรกรอินทรีย์ในพื้นที่เข้มแข็ง เพราะผลผลิตที่จะส่งเข้าโรงเรียนได้นั้น จะต้องได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์โดยใช้ระบบรับรองอย่างมีส่วนร่วม (PGS) มีการตั้งกลุ่มไลน์ตำบล ที่ประกอบไปด้วยเกษตรกร แม่ครัว ครู อบต. เพื่อสั่งอาหารชุมชน ซื้อขายวัตถุดิบท้องถิ่น ส่งโรงเรียน โรงพยาบาล และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
รวมไปถึงการจัดส่งวัตถุดิบอินทรีย์อย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถแบ่งสัดส่วนผลผลิตจัดส่งให้กับโรงเรียนได้อย่างทั่วถึง อาทิ เกษตรกร 1 คนเป็นแกนหลักส่งโรงเรียนทุกตำบล เกษตรกรผู้จัดหา 1 คน ผู้จัดส่ง 1 คน ประสานส่งหลายโรงเรียน หรือแบบเกษตรกร 1 คนต่อ 1 โรงเรียน และจัดส่งในนามวิสาหกิจชุมชน
อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจคือ เครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์ คาบสมุทรสทิงพระ จังหวัดสงขลา (ครัวใบโหนด) ได้ใช้แนวคิดการเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ท้องถิ่น ชาวบ้าน และอาหารโรงเรียนเข้าด้วยกัน ผ่านการจัดการงบประมาณของระบบสหกรณ์ออมทรัพย์ สำหรับสร้างครัวอาหารท้องถิ่น สร้างตลาดเขียวชุมชน
สนับสนุนงบประมาณอาหารปลอดภัยสำหรับโรงเรียน จัดสรรงบประมาณหมุนเวียนเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ท้องถิ่น และจัดตั้งกองทุนเกษตรอินทรีย์เพื่อเกษตรกรในท้องถิ่น เพื่อผลักดันให้เกษตรกรอินทรีย์เข้มแข็งและอยู่ได้ เกิดการจ้างงานในชุมชน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น
นอกจากนี้ยังได้พัฒนากลไกการสนับสนุนวัตถุดิบอาหารท้องถิ่นจากการผลิตที่ยั่งยืน สู่อาหารโรงเรียนคาบสมุทรสทิงพระ ในรูปแบบของศูนย์กลางการกระจายวัตถุดิบปลอดภัย ที่ได้จากผู้ผลิตในตลาดเขียวชุมชน เกษตรกรท้องถิ่น เครือข่ายชาวบ้านและชุมชน จัดทำระบบการจัดเก็บผลผลิต ระบบขนส่ง ก่อนส่งไปยังโรงเรียนในเครือข่าย ที่ได้รับความมือจากแม่ครัวโรงเรียนและครู นำไปปรุงเป็นอาหารกลางวัน

รวมถึงสนับสนุนให้เด็กนักเรียนรับประทานอาหารพื้นบ้าน อนุรักษ์วัฒนธรรมการกินท้องถิ่น เรียนรู้เรื่องพืชผักพื้นบ้านไปในตัว ทั้งหมดเพื่อผลักดันให้เกิดต้นแบบในการขับเคลื่อนนโยบายเกษตรกรรมและอาหารที่ยั่งยืนในระดับประเทศชาติต่อไป
ที่มาข้อมูล
– www.biothai.net/food-security-situation/food-security/5101




