
เคยสังเกตมั้ยว่า อากาศร้อนมาเร็วและอยู่นานกว่าที่เคย มีนักวิทยาศาสตร์ได้พยากรณ์เอาไว้ว่า ในปี 2563 โลกจะร้อนขึ้น 1.5 องศาเซลเซียสในปี 2568 บนพื้นฐานความน่าจะเป็นเพียง 20% แต่ในปีนี้ความน่าจะเป็นพุ่งขึ้นไป 66% ที่โลกจะร้อนขึ้น 1.5 องศาเซสเซียสในปี 2570
เท่ากับว่าเหลือเพียงอีก 3 ปีเท่านั้น ที่โลกจะร้อนขึ้นอีกดังคำพยากรณ์ และจะสร้างผลกระทบอย่างหนักต่อชีวิตทุกสรรพสิ่ง โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม แหล่งผลิตอาหารที่สำคัญที่สุดของโลก
เพื่อทำให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการรับมือและการปรับมือ โดยเฉพาะในภาคการเกษตร มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) จึงได้จัดเวทีสัมมนาเรื่อง ‘นโยบายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ กับการปรับตัวในภาคเกษตร’ ภายใต้งานมหกรรมพันธุกรรมพื้นบ้านปี 2566 ขึ้นที่บ้านสวนซุมแซง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม
เวทีนี้มีการพูดคุยเรื่องปัญหาของโลกร้อน พร้อมแนวทางการรับมือในรูปแบบต่างๆ จาก ดร.อัศมน ลิ่มสกุล กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ผศ.ประสาท มีแต้ม กรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านบริการสาธารณะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม สภาองค์กรของผู้บริโภค และ ดร.กฤษฎา บุญชัย สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ดำเนินรายการโดยสุภา ใยเมือง ผู้อำนวยการมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน

ดร.อัศมน ลิ่มสกุล กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศในวันนี้ ไม่ได้ส่งผลแค่เพียงความร้อนของอากาศต่อมนุษย์ แต่ยังส่งผลกระทบขนาดใหญ่ต่อภาคการเกษตรของทั่วโลกเป็นอย่างมาก เนื่องจากอุณหภูมิที่เปลี่ยนไป ทำให้พืชพันธุ์และผลผลิตเปลี่ยนแปลง เมื่อโลกได้ส่งสัญญาณเตือน ทุกประเทศจะต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางป้องกัน แก้ไข ควบคุมไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปมากกว่านี้
ประเทศไทยเอง ได้มีการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกไว้ที่ 20-25% และอาจจะเพิ่มขึ้นอีกเป็น 40% ทั้งยังมีเป้าหมายสำคัญที่จะเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ให้ได้ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065
การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือ ในปีนี้อากาศร้อนรุนแรงมากขึ้น จำนวนวันที่ร้อนก็เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ ปริมาณฝนน้อย จากการเก็บข้อมูลมีการคาดการณ์ว่า หลังจากนี้อีกประมาณ 20-30 ปี อุณหภูมิช่วงที่ปลูกข้าวจะขยับขึ้น 2-4 องศาเซลเซียส กลางวันอากาศจะร้อนขึ้น ในขณะเดียวกันตอนกลางคืนแทนที่จะอากาศเย็นลงกลับมีอุณหภูมิสูงขึ้นกว่าปกติ ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการปลูกข้าว และพืชบางชนิด ทำให้ผลผลิตออกน้อยหรือไม่ออกเลย
เพื่อให้ภาคการเกษตรในแต่ละพื้นที่ สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ นอกจากจะใช้แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (Thailand’s National Adaptation Plan) แล้ว เรายังต้องช่วยกันลดก๊าซเรือนกระจกด้วยการปลูกต้นไม้เพิ่มเพื่อช่วยดูดซับคาร์บอนฯ ในระยะยาว และสิ่งสำคัญที่สุดคือภาคเกษตรต้องมีการปรับตัว ผ่านการทำงานร่วมกับภาครัฐ ที่มีการลงพื้นที่พูดคุยกับเครือข่ายเพื่อวิเคราะห์บริบทของแต่ละพื้นที่ ประเมินความเสี่ยงรวมถึงผลกระทบ เพื่อเสนอแนวทางการแก้ไขที่ทำได้จริงต่อไป

ผศ.ประสาท มีแต้ม กรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านบริการสาธารณะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้ให้ความเห็นว่า ปัญหาโลกร้อนต้องเจอทุกประเทศ และเราทุกคนทั่วโลกจะต้องช่วยกันร่วมมือแก้ไข เพราะทุกคนในโลกมีส่วนปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้พลังงาน (ไม่รวมการใช้ประโยชน์จากที่ดิน) เฉลี่ย 5 ตันต่อคน
“ได้เวลาแล้วที่ทุกคนต้อง ‘คิดใหม่’ เกษตรกรเองต้องปรับตัว ด้วย ‘การปรับแก้’ เรื่องแรกคือ ‘การใช้พลังงานทางเลือก’ สามอย่างคือ พลังงานแสงอาทิตย์ อย่างโซลาร์เซลล์ พลังงานลม อย่างกังหันลม และแบตเตอรี่ อย่างรถยนต์ไฟฟ้า จะสามารถช่วยลดค่าไฟได้ เหลือเพียง 1 บาทต่อหน่วยในปี 2030
“เมื่อใช้ทั้งสามอย่างนี้ โดยลงทุนเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ภายในเวลา 10 ปี ประเทศไทยจะมีพลังงานเหลือเฟือ มีโอกาสที่จะลดคาร์บอนฯ ได้มากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2035 และปัญหาโลกร้อนก็จะคลี่คลายได้ในที่สุด”

ดร.กฤษฎา บุญชัย สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา กล่าวว่า โลกร้อนได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เพิ่งจะมาร่วมกันหาข้อตกลงระหว่างประเทศเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา และยังไม่มีทีท่าจะเบาลง ทำให้ส่งผลต่อชีวิตผู้คนและภาคเกษตรเป็นอย่างมาก ทำให้เกิดภาวะแห้งแล้งแบบสุดขั้ว เกิดฤดูกาลแบบสุดขีด ผลผลิตทางการเกษตรจะตกต่ำ
“และหากเราปล่อยให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นอีก 1.5 องศาฯ ผลผลิตทางการเกษตรจะลดลงถึงร้อยละ 8.6 ผู้คนและเกษตรกรมีสุขภาพที่ย่ำแย่จากภาวะโลกร้อน การแพร่ระบาดของแมลงศัตรูพืชและโรคระบาดที่หนักขึ้น โครงสร้างพื้นฐานถูกทำลาย ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงอย่างหนัก ทรัพยากรทางธรรมชาติทรุดโทรม น้ำจืดลดลง น้ำทะเลเป็นกรดมากขึ้น มีปัญหาด้านการย้ายถิ่น ประชาชนกว่า 820 ล้านคนทั่วโลกเผชิญกับความหิวโหย ชาวนาและชาวประมงกว่า 500 ล้านคนยากจน”
ปัจจุบันทาง IPCC (คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ได้เร่งเวลาเป้าหมายที่จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ (Net Zero) จากต้องทำให้ได้ในปี 2050 เป็นปี 2040 เพื่อทำให้เกิดขึ้นได้จริง ภาคการเกษตรขนาดใหญ่เชิงเคมีจะต้องเปลี่ยนไปเป็นการส่งเสริมให้ชาวบ้านทำเกษตรแบบเชิงนิเวศ
ส่วนเกษตรกรรายย่อยสามารถหันมาทำเกษตรอินทรีย์ให้มากขึ้น ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิด ‘เกษตรกรรมแบบอัจฉริยะ’ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Smart Agriculture) ทำหน้าที่สร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร ลดก๊าซเรือนกระจก และเสริมสร้างความเข้มแข็งของการปรับตัว
รวมถึงการทำ ‘เกษตรกรรมฟื้นฟู’ (Regenerative Agriculture) ที่ช่วยทำให้ดินและฐานทางชีวภาพของดินอุดมสมบูรณ์ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดระดับการทำลายระบบนิเวศนอกฟาร์ม และปราศจากการใช้สารเคมีในทุกกระบวนการ

“ท้ายสุดในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เกษตรกรรายย่อยจะต้องวางแผนรับมือและสามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพให้ได้ โดยมีปัจจัยหลัก 5 เรื่องคือ มีระบบนิเวศดิน น้ำ พันธุ์พืชที่มั่นคงและมีทางเลือกที่หลากหลาย คลี่คลายหนี้สินให้เร็ว ติดตามความรู้แหล่งข้อมูลที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง ปรับตัวได้ไว และมีเครือข่ายทางสังคมเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้รอบด้านให้มากขึ้น”




