
เรื่องของการดื่มนมไม่ใช่แค่เรื่องของเด็ก และ 1 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO กำหนดให้เป็น ‘วันดื่มนมโลก’ เพื่อสนับสนุนและกระตุ้นให้เห็นความสำคัญของการบริโภคนม
ในประเทศไทยเรามีอัตราการบริโภคนมอยู่น้อยมาก มีการสำรวจพฤติกรรมการดื่มนมของคนไทยเมื่อปี 2562 พบว่า คนไทยดื่มนมในอัตราเฉลี่ยเพียงคนละ 18 ลิตรต่อคนต่อปี หรือสัปดาห์ละ 2 แก้ว หรือเท่ากับครึ่งลิตร ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับคนจีนที่ดื่มนม 38 ลิตรต่อคนต่อปี คนญี่ปุ่นดื่มนม 90 ลิตรต่อคนต่อปี ขณะที่คนอเมริกันและยุโรปดื่มนมกันมากถึง 274 ลิตรต่อคนต่อปี

ตามหลักโภชนาการของการดื่มนมที่กรมอนามัยแนะนำ คือควรดื่มนมวันละครึ่งลิตร คือ 2 แก้วต่อวัน และดื่มได้ทุกช่วงวัย แต่สาเหตุที่คนไทยดื่มนมน้อย เป็นเพราะว่ามีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการดื่มนมและไม่มั่นใจในคุณภาพของน้ำนมโค
ซึ่งที่ผ่านมา คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและคุณภาพนมดิบ รวมถึงสหกรณ์โคนมและศูนย์รวบรวบน้ำนมดิบให้ได้มาตรฐานมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

ทำไมเราจึงควรต้องดื่มนม?
นั่นเป็นเพราะว่านมเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี และมีแร่ธาตุแคลเซียมที่สร้างกระดูกและฟัน เด็กที่กำลังเจริญเติบโต หากได้ดื่มนมในปริมาณที่เหมาะสมก็จะเจริญเติบโตสมวัย แต่ในวัยผู้ใหญ่จนถึงวัยสูงอายุก็ยังต้องดื่มนม เพื่อทำให้กระดูกแข็งแรง ไม่มีการสลายของกระดูกเพิ่ม (กระดูกจะค่อยๆ สลายลงหลังอายุ 25 ปี) และป้องกันภาวะกระดูกพรุน
ทั้งนี้นมที่ดื่มควรเป็นนมรสจืด ที่มีน้ำตาลแลคโตสโดยธรรมชาติอยู่แล้ว นมปรุงแต่งจะมีส่วนเกินเป็นน้ำตาลที่ไม่ดีต่อสุขภาพ แต่ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในบางคนคือแพ้น้ำตาลแลคโตส ทำให้ปวดท้องหรือไม่สบายท้อง จึงมีข้อแนะนำในการดื่มว่า
คนที่เริ่มดื่มนำใหม่ๆ ให้ดื่มปริมาณน้อยๆ ก่อน เช่น ดื่มครึ่งแก้ว หากยังมีปัญหาก็ให้กินอาหารอื่นร่วมด้วย อย่าดื่มตอนท้องว่าง หรือให้กินโยเกิร์ตชนิดครีมที่น้ำตาลแลคโตสลดลง ร่างกายจะรับได้ และหากค่อยๆ ดื่มประมาณ 1 สัปดาห์ก็จะหมดปัญหา และสามารถดื่มได้ในปริมาณที่แนะนำ แต่หากหยุดดื่มไปสักพักและเริ่มใหม่ก็ต้องค่อยๆ ปรับตัวอีกครั้ง
อ้างอิงจาก:
– www.thaihealth.or.th/เครือข่าย-นมดีทุกวัยดื




