มองวิกฤติอาหารที่เริ่มรุนแรง ผ่านปัญหานิเวศเกษตรและความมั่งคงทางอาหาร

มองวิกฤติอาหารที่เริ่มรุนแรง ผ่านปัญหานิเวศเกษตรและความมั่งคงทางอาหาร

ด้วยประชากรโลกที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น ประกอบกับทรัพยากรธรรมชาติที่เริ่มร่อยหรอ ทำให้วิกฤติอาหารเริ่มส่งสัญญาณเสียงดังฟังชัดมากขึ้นทุกที โดยแม้ว่าผู้คนมายมายอาจยังไม่สังเกตเห็น แต่นักวิชาการ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและสิ่งแวดล้อม ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงทางอาหาร

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาตินิยาม ‘ความมั่นคงทางอาหาร’ เอาไว้ว่า เป็นสภาวะที่คนทุกคนมีอาหารบริโภคอย่างเพียงพอ ปลอดภัย และมีโภชนาการที่ครบถ้วน ซึ่งอยู่ภายใต้คำว่า ‘นิเวศเกษตร’ อันหมายถึงระบบและความสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อมทั้งหมด ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอาหาร บนพื้นฐานความหลากหลายทางชีวภาพ ที่เป็นรากฐานของระบบอาหารทั้งหมด

หลายปีที่ผ่านมา นิเวศเกษตรได้รับการสนับสนุนในสากลมากขึ้น เพราะคลังอาหารโลกกำลังมีสถานะน่าเป็นห่วง โดยสาเหตุหลักที่พบเกิดจากระบบการเกษตรและอุตสาหกรรมที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว บริษัทยักษ์ใหญ่เป็นผู้ยึดครองพันธุกรรมการเกษตรเป็นหลัก ทำให้ขาดความหลากหลายทางชีวภาพ และนำไปสู่การเกิดโรคระบาดร้ายแรง

นอกจากนี้ การทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว ยังส่งผลทำให้สภาพภูมิอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากมีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจก 17 ล้านตันคาร์บอน ที่สำคัญยังมีส่วนในการสร้างวิกฤติอาหาร ทำให้อาหารทั่วโลกมีราคาแพงขึ้นด้วย

ภาพย่อย 1 Gindee Club กินดี คลับ

วิกฤติอาหารในประเทศไทย และภาระของเกษตรกร

ในประเทศไทยก็มีวิกฤติอาหาร โดยมีราคาอาหารแพงครั้งใหญ่ในรอบ 13 ปีเช่นกัน ซึ่งจากการเก็บข้อมูลตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 – เมษายน 2565 พบว่า ราคาน้ำมันปาล์มสูงขึ้น 59% ไข่ไก่แพงขึ้น 50% เนื้อไก่แพงขึ้น 27% เนื้อหมู 20% นอกจากนี้ยังพบว่า ราคาวัตถุดิบอื่นๆ ก็สูงขึ้นมากกว่านี้อีกเท่าตัว

เรื่องดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ที่รายได้น้อยในเมืองถึงขั้นแทบไม่มีเงินซื้ออาหารมากถึง 30% ในขณะที่บริษัทอาหารขนาดใหญ่กลับร่ำรวยจากวิกฤติที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม มีการกล่าวอ้างว่า ราคาอาหารแพงจะเป็นโอกาสของเกษตรกร ทว่ากลับตรงกันข้าม เพราะกว่า 80% ของเกษตรกร, ชาวนา และผู้ปลูกยางพาราทั่วประเทศกลับไม่ได้ประโยชน์ และได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน เช่นเดียวกับเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย, ปาล์มน้ำมัน และข้าวโพด ที่ราคาตลาดโลกจะปรับตัวสูง แต่ก็ยังได้รับผลกระทบเพราะต้นทุนการผลิตก็เพิ่มขึ้นตามมา

ภาพย่อย 2 Gindee Club กินดี คลับ

เบื้องหลังวิกฤติ และวิธีฟื้นฟูความมั่นคงทางอาหาร

เบื้องหลังของวิกฤติอาหารเกิดจากการผูกขาดอาหารและเก็งกำไรของกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์ ตามรายงานของสื่ออย่างเดอะ การ์เดียน พบว่า บรรษัทค้าธัญพืชยักษ์ใหญ่ 4 รายของโลก หรือที่รู้จักกันในนาม ABCD ได้รับผลกำไรจากยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์มากกว่า 50%

ด้วยเหตุนี้ การจะทำให้ความมั่นคงทางอาหารเกิดขึ้นและยั่งยืนนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ ต้องลดต้นเหตุของปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระบบเกษตรกรรม ที่ต้องได้รับความส่วนมือจากบรรษัททั้งหลาย อีกทั้งยังต้องมีการทบทวนแผนปฏิบัติการและยุทธศาสตร์ BCG รวมทั้งนโยบายอื่นๆ เพื่อลดมลพิษที่ต้นตอ

ขณะเดียวกัน ก็จำเป็นต้องลดการทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว และทำเกษตรกรรมเชิงนิเวศในรูปแบบต่างๆ ให้มากขึ้นอย่างจริงจัง เพื่อฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในการเกษตร

สำหรับในประเทศไทยเอง คงถึงเวลาแล้วที่ควรมีการบรรจุสิทธิในอาหารเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างหลักประกันว่า การเข้าถึงอาหารที่เพียงพอ ปลอดภัย และมีคุณค่าทางสุขภาพ ควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคนในสังคมไทย

tag:

ผู้เขียน

บทความที่เกี่ยวข้อง

Subscribe

ติดตามข่าวสาร Gindee Club

About Gindee Club

Connect us

Copyright © 2023 Gindee Club. All right reserved.