ประสาน 3 ความร่วมมือ แก้ปัญหาสุขภาพเด็กวัยเรียนใน กทม.
ปัญหาภาวะโภชนาการของเด็กในประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่เรื้อรังมายาวนาน ซึ่งประกอบไปทั้งการขาดสารอาหารที่ทำให้เด็กมีภาวะเตี้ยแคระแกร็น ผอมแห้ง และภาวะโภชนาการเกินที่ทำให้เด็กมีน้ำหนักเกิน ซึ่งผลพวงของภาวะเหล่านี้ อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการสมองของเด็ก สุขภาพ และความเป็นอยู่ของเด็กในระยะยาว

และเมื่อโฟกัสมาที่พื้นที่กรุงเทพมหานคร จะพบว่าเด็กใน กทม. มีปัญหาด้านสุขภาพอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อปี 2561 ได้เคยมีการเผยแพร่ผลสำรวจ ที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ร่วมกับโครงการเด็กไทยดูดีมีพลานามัย ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า เด็กนักเรียนในโรงเรียนขนาดใหญ่ของรัฐและเอกชนใน กทม. มีเด็กประถมที่มีภาวะน้ำหนักเกิน 19.6% เด็กมัธยม 36% และ 60% ของเด็กกลุ่มนี้ยังมีภาวะไขมันในเลือดสูง เสี่ยงกับโรคเบาหวานอีกด้วย
อีกทั้งช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้เด็กๆ ไม่สามารถไปโรงเรียนได้ตามปกติ ก็ได้เกิดข้อกังวลเพิ่มมากขึ้น เพราะการอยู่บ้านทำให้เด็กมีพฤติกรรมการกินที่มากขึ้น ประกอบกับไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ทำให้เด็กมีน้ำหนักเกินเพิ่มตามมา ด้วยเล็งเห็นปัญหาเหล่านี้มาโดยตลอด ทำให้อาจารย์สง่า ดามาพงษ์ ที่ปรึกษาสำนักงานโภชนาการ กรมอนามัย และคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ แห่งแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สสส. นำเรื่องนี้เข้าหารือ กับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ทันทีที่มีโอกาส
“ผมทำงานร่วมกับมูลนิธิศาตราจารย์นายแพทย์สมบูรณ์วัชโรทัย ซึ่งเป็นมูลนิธิที่ทำงานร่วมกับสำนักโภชนาการอยู่แล้ว ทำให้ได้มีโอกาสเข้าพบกับผู้ว่าฯ กทม. และใช้โอกาสนี้หารือกับ กทม. เพื่อให้กรมอนามัยและ กทม. ได้ทำงานร่วมกัน และที่จะขาดเลยไม่ได้สำหรับงานนี้ คือต้องมี สสส.มาร่วมเป็นคณะทำงานด้วย” อาจารย์สง่ากล่าวกับกินดีmeสุข
“ปัญหาสุขภาพของคน กทม. มีเยอะ แต่เราหยิบประเด็นที่เด่นขึ้นมาสามประเด็น ประเด็นสำคัญที่กระทรวงสาธารณสุขอยากทำงานร่วมกับ กทม. คือเรื่องภาวะโภชนาการเกินในเด็ก ซึ่งตอนนี้เกิดปัญหาขึ้นทั้งประเทศ และจะส่งผลต่อเนื่องไปจนเขาโตเป็นผู้ใหญ่ ที่จะทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ตามมา
“เราอยากทำงานนี้ร่วมกับ กทม. เพื่อให้ กทม.เป็นต้นแบบการลดภาวะน้ำหนักเกินในเด็ก เพราะ กทม.เป็นยักษ์ เมื่อยักษ์ตื่น ทุกจังหวัดทั่วประเทศไทยจะทำตาม
“ประเด็นที่สองคือเรื่องเพศสภาพ หรือความหลากหลายทางเพศ ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่มาก และเป็นปัญหาใหม่ที่มาแรงมากๆ นั่นคือเด็กไม่มีความรู้เรื่องเพศศึกษา เกิดการตั้งครรภ์ก่อนวัย เป็นโรคทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นปัญหาต่อการเรียนและเป็นปัญหาต่อสังคม และประเด็นสุดท้ายคือเรื่อง Health Literacy สร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้กับเด็ก นี่คือสามเรื่องที่เราโฟกัสในการทำงานกับ กทม.”
จากการได้พบกันในวาระแรก อาจารย์สง่าได้เล่าถึงข้อสรุปที่เกิดขึ้นในวันดังกล่าวว่า ผู้ว่าฯ กทม. ให้ตั้งคณะกรรมการร่วมขึ้นมาระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและ กทม. และทางกระทรวงสาธารณสุขโดยกรมอนามัย จะนำแนวคิดของกรมอนามัย ไปสวมกับแนวคิดของ กทม. โดยมีแนวคิดของ กทม.เป็นตัวตั้งต้น ซึ่งตอนนี้ได้เกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว และจะเกิดการหารือขึ้นอีกครั้งในโอกาสต่อไป
“เราตั้งคำถามกับ กทม.ว่า ปัญหาเกี่ยวกับเด็กวัยเรียนของ กทม. มีอะไรบ้าง ตอนนี้มีการดำเนินการอย่างไรเพื่อแก้ปัญหานั้น และมีอะไรที่ กทม. ต้องการความช่วยเหลือจากกรมอนามัย ซึ่งกรมอนามัยจะมีองค์ความรู้ที่จะนำเสนอเพื่อนำไปทำงานร่วมกัน
“อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนจะมีเพียงการทำงานระหว่างกรมอนามัยกับ กทม.นั้นไม่พอ ต้องมี สสส.เข้ามาร่วมด้วย เราจึงได้เชิญคุณหมอไพโรจน์ เสาน่วม (ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส.) เข้ามาเป็นคณะทำงาน เพราะหากสององค์กร คือทั้งกรมอนามัยและกทม. อยากจะทำให้โครงการนี้เป็น pilot study ต้องมีงบประมาณจาก สสส. เข้ามาสนับสนุนด้วย”




