ท่ามกลางคลังอาหารโลกที่เริ่มสั่นคลอน สัญญาณวิกฤติอาหารเริ่มก่อตัว ผู้คนมากมายอาจจะยังไม่ทันได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นครั้งใหญ่ แต่สำหรับนักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและสิ่งแวดล้อม ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงทางอาหาร ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงมาตลอดในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา
เช่นเดียวกับวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ที่ได้ขึ้นมากล่าวถึงประเด็นนี้ในงาน Ted Talk Climate Change สิ่งแวดล้อม ประจำปี 2565 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2565 ซึ่งจัดโดย Thai Climate Justice for All ร่วมกับสมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากร และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ในหัวข้อ ‘นิเวศเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร’
องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ คำนิยามคำว่า ‘ความมั่นคงทางอาหาร’ คือ สภาวะที่คนทุกคนมีอาหารบริโภคอย่างพอเพียง ปลอดภัย และมีโภชนาการที่ครบถ้วน ไม่ว่าในสภาวะปกติและเมื่อเกิดภัยพิบัติ
และต้องมาพร้อมกับโครงสร้างทางอำนาจของประชาชนในระบบอาหารหรือที่เรียกว่า ‘อธิปไตยทางอาหาร’ ซึ่งอยู่ภายใต้คำว่า ‘นิเวศเกษตร’ หมายถึง ระบบและความสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอาหาร บนพื้นฐานความหลากหลายทางชีวภาพ ที่เป็นรากฐานของระบบอาหารทั้งหมด หรือที่เรียกว่า ‘การเกษตรแบบธรรมชาติ’
หลายปีที่ผ่านมา นิเวศเกษตรได้รับการสนับสนุนในสากลมากขึ้น เพราะคลังอาหารโลกกำลังตกอยู่ในสถานะที่น่าเป็นห่วง และจากข้อมูลขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ระบุว่า การทำเกษตรในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา พันธุ์พืชที่ปลูกในระบบเกษตรกรรมสูญหายไปกว่า 90% จากการทำเกษตรกรรม รวมทั้งพันธุกรรมที่ใช้ในสัตว์ปัจจุบันก็หายไปเกือบครึ่ง
สิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดจากระบบการเกษตรและอุตสาหกรรมที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยบริษัทยักษ์ใหญ่เป็นผู้ยึดครองพันธุกรรมการเกษตรเป็นหลัก ทำให้ขาดความหลากหลายทางชีวภาพ และนำไปสู่การเกิดโรคระบาดร้ายแรง ที่เห็นได้จากปี 2654-2565 หมูเลี้ยงป่วยและล้มตายไปกว่าครึ่ง ทำให้ราคาหมูพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์
และการทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว ยังส่งผลทำให้สภาพภูมิอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลง มีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจก 17 ล้านตันคาร์บอน หรือคิดเป็นสัดส่วน 31% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ซึ่งผลกระทบที่ตามมาอีกก็คือ คุณค่าทางโภชนาการของพันธุ์พืช อย่างผักผลไม้ และธัญพืชต่างๆ โดยเฉพาะข้าวที่ลดลงตั้งแต่ 5-38%
ที่สำคัญยังส่งผลให้เกิดวิกฤติอาหาร 2565 ทำให้อาหารทั่วโลกมีราคาแพงขึ้น ผู้คนกำลังเผชิญหน้าวิกฤติความมั่นคงทางอาหารครั้งใหญ่ที่สุด และราคาอาหารกำลังพุ่งขึ้นในระดับก่อหายนะ
ในประเทศไทยก็พบกับวิกฤติอาหาร ราคาอาหารแพงครั้งใหญ่ในรอบ 13 ปีเช่นกัน จากการเก็บข้อมูลตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 – เมษายน 2565 พบว่า ราคาน้ำมันปาล์ม สูงขึ้น 59% ไข่ไก่แพงขึ้น 50% เนื้อไก่แพงขึ้น 27% เนื้อหมู 20% และนอกช่วงเวลานี้ยังพบว่าราคาวัตถุดิบอื่นๆ มีราคาที่สูงขึ้นมากกว่านี้อีกเท่าตัว
ราคาอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้นในปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ที่รายได้น้อยในเมือง ถึงขั้นแทบไม่มีเงินซื้ออาหารมากถึง 30% ในขณะที่บริษัทอาหารขนาดใหญ่กลับร่ำรวยจากวิกฤติที่เกิดขึ้น และเมื่อมองในภาพรวมของเมืองใหญ่ในระดับอาเซียน พบว่า ราคาอาหารในกรุงเทพฯ ปัจจุบันมีราคาแพงที่สุด โดยก่อนหน้านี้เคยขึ้นชื่อว่า เป็นมหานครของอาหารถูก
มีการกล่าวอ้างว่า ราคาอาหารแพงจะเป็นโอกาสของเกษตร ทว่ากลับตรงกันข้าม กว่า 80% ของเกษตรกร ชาวนาและผู้ปลูกยางพาราทั่วประเทศกลับไม่ได้ประโยชน์ และได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน เช่น ราคาข้าวในปี 2565 ลดต่ำลง 19.62% เมื่อเทียบกับปี 2564 ในปีเดียวกัน ราคายางพาราลดต่ำลง 10.55% ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในครัวเรือน
ทางด้านเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย ปาล์มน้ำมัน และข้าวโพด แม้ว่าจะราคาตลาดโลกจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ก็ยังได้รับผลกระทบเพราะต้นทุนการผลิตก็เพิ่มขึ้นตาม เช่น ราคาปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้น เกษตรกรรายย่อยผู้เลี้ยงสัตว์ก็ต้องซื้ออาหารสัตว์ที่มีราคาแพงขึ้น
เบื้องหลังของวิกฤติอาหาร เกิดจากการผูกขาดอาหารและเก็งกำไรของกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์ ตามรายงานของเดอะการ์เดียนพบว่า บรรษัทค้าธัญพืชยักษ์ใหญ่ 4 รายของโลก หรือที่รู้จักกันในนาม ABCD ซึ่งควบคุมการค้าธัญพืชทั่วโลกมานานหลายทศวรรษ ได้รับผลกำไรจากยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ พุ่งไปกว่า 50% เช่นเดียวกับบริษัทยักษ์ใหญ่ในไทย ที่มียอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 22% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ท่ามกลางวิกฤติอาหารที่ส่งผลต่อผู้คนทั่วโลก
ความมั่นคงทางอาหารที่จะมั่นคงและยั่งยืนได้จริงนั้น สิ่งแรกคือต้องลดต้นเหตุของปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระบบเกษตรกรรม ที่ต้องได้รับความส่วนมือจากบรรษัททั้งหลาย ไม่ใช่เพียงแค่แก้ไขโดยผ่านวาทกรรม ตามด้วยพรรคการเมืองและกลุ่มทางการเมืองที่เกี่ยวข้อง จะต้องการทบทวนแผนปฏิบัติการและยุทธศาสตร์ BCG รวมทั้งนโยบายอื่นๆ เพื่อลดมลพิษที่ต้นตอ
ที่สำคัญ จำเป็นต้องลดการทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว และทำเกษตรกรรมเชิงนิเวศในรูปแบบต่างๆ ให้มากขึ้นอย่างจริงจัง เพื่อฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในการเกษตร อย่างทาง European Green Deal ของสหภาพยุโรป ที่มีการกำหนดเป้าหมาย Farm to Fork เพิ่มพื้นที่เกษตรเชิงนิเวศน์ทั้งหมดให้เป็น 25% ของพื้นที่เกษตรกรรม ลดการใช้สารเคมีอันตราย เพื่อสร้างภูมิทัศน์ใหม่ของระบบเกษตรและการผลิตอาหารให้เกิดขึ้นจริง
และคงถึงเวลาแล้วที่จะบรรจุสิทธิในอาหารในรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างหลักประกันว่า การเข้าถึงอาหารที่เพียงพอ ปลอดภัย และมีคุณค่าทางสุขภาพ ควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคนในสังคมไทย เช่นเดียวกับอีกกว่า 16 ประเทศทั่วโลกที่ได้บรรจุเรื่องนี้ไว้เป็นพื้นฐานของประชาชนภายในประเทศ




